วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561
ภาษาคอมพิวเตอร์
ใบงานที่ 5
ภาษาคอมพิวเตอร์
1.ความหมาย
ตอบ ภาษาใดๆ
ที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน
แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้
2.ภาษาคอมพิวเตอร์มีกี่ระดับ อะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ
ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
ภาษาระดับสูง (high level) และภาษาระดับต่ำ (low level)
-ภาษาระดับต่ำ (low-level programming language) ในทางคอมพิวเตอร์
หมายถึง ภาษาที่อิงกับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ใดสถาปัตยกรรมหนึ่ง
ซึ่งไมโครโพรเซสเซอร์แต่ละรุ่น หรือ แต่ละตระกูล ก็มักมีภาษาระดับต่ำที่แตกต่างกัน
และโดยปกติแล้ว หนึ่งคำสั่งในภาษาระดับต่ำ จะหมายถึงการสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำงานหนึ่งอย่าง
(1 instruction = 1 operation) ภาษาระดับต่ำ มี 2
ภาษา คือ
ตัวอย่างที่ 1 ภาษาเครื่อง
เป็นภาษาโปรแกรมรุ่นที่หนึ่ง (first-generation
programming language: 1GL) ซึ่งเป็นภาษาเดียวที่ไมโครโพรเซสเซอร์สามารถเข้าใจ
คำสั่งเป็นตัวเลขล้วนๆ การอ่านและเขียนอาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษ
จึงไม่ค่อยมีการใช้ภาษาเครื่องโดยตรง
ตัวอย่างที่ 2 ภาษาแอสเซมบลี
เป็นภาษาโปรแกรมรุ่นที่สอง (second-generation
programming language: 2GL) ซึ่งเป็นการปรับภาษาเครื่องให้สามารถเขียนได้สะดวกขึ้นโดยการพิมพ์คำสั่งที่เป็นตัวอักษรแทนตัวเลข
เวลาเขียนเสร็จ จะต้องใช้ตัวแปลโปรแกรมจึงจะใช้งานได้
และถึงแม้ว่าไม่ใช้ภาษาเครื่องโดยตรง ผู้เขียนโปรแกรมยังจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของไมโครโพรเซสเซอร์ที่กำลังเขียนเป็นอย่างดี
- ภาษาระดับสูง (High Level Language)
หมายถึง ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรม
กล่าวคือลักษณะของคำสั่งจะประกอบด้วยคำต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษ
ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายได้ทันที
ผู้เขียนโปรแกรมจึงเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงได้ง่ายกว่าเขียนด้วยภาษาแอ
สเซมบลีหรือภาษาเครื่อง ภาษาระดับสูงมีมากมายหลายภาษา อาทิเช่น ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN) ภาษาโคบอล
(COBOL) ภาษาปาสคาล
(Pascal) ภาษาเบสิก(BASIC) ภาษาวิชวลเบสิก
(Visual Basic) ภาษาซี
(C) และภาษาจาวา
(Java) เป็นต้น
โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงแต่ละภาษาจะต้องมีโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปล
ภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง เช่น โปรแกรมแปลภาษาฟอร์แทรนเป็นภาษาเครื่อง
โปรแกรมแปลภาษาปาสคาลเป็นภาษาเครื่อง คำสั่งหนึ่งคำสั่งในภาษาระดับสูงจะถูกแปลเป็นภาษาเครื่องหลายคำสั่ง
เช่น
ตัวอย่างที่ 1 ภาษาCและC++
ภาษาซีและซีพลัสพลัส (C และ
C++) ภาษาซีเป็นภาษาที่พัฒนาจากห้องปฏิบัติการเบลล์ของบริษัทเอทีแอนด์ทีในปี
พ.ศ. 2515
หลังจากที่พัฒนาขึ้นได้ไม่นาน ภาษาซีก็กลายเป็นภาษาที่นิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมมาก
และมีใช้งานในเครื่องทุกระดับ
ทั้งนี้เนื่องจากภาษาซีได้รวมเอาข้อมูลของภาษาระดับสูงและภาษาระดับต่ำเข้า
ไว้ด้วยกัน กล่าวคือเป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ที่เข้าใจง่าย
ทำให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายเช่นเดียวกับภาษาระดับสูงทั่วไป
แต่ประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานดีกว่ามาก
เนื่องจากมีการทำงานเหมือนภาษาระดับต่ำ
สามารถทำงานได้ในระดับที่เป็นการควบคุมฮาร์ดแวร์ได้มากกว่าภาษาระดับสูงอื่น ๆ
ดังจะเห็นว่าภาษาซีเป็นภาษาที่สามารถพัฒนาระบบปฏิบัติการได้ เช่น
ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ นอกจากนี้เมื่อแนวคิดของการเขียนโปรแกรมแบบเชิงวัตถุ (Object Oriented Programming : OOP) ได้เข้ามามีบทบาทในวงการคอมพิวเตอร์มากขึ้น
ภาษาซีก็ยังได้รับการพัฒนาโดยประยุกต์ใช้กับการเขียนโปรแกรมดังกล่าว
เกิดเป็นภาษาใหม่ชื่อว่า “ภาษาซีพลัสพลัส” (C++)
ตัวอย่างที่ 2 ภาษาโครบอล
ภาษาโคบอล (Common Business Oriented Language : COBOL) เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นในราว
พ.ศ. 2502
ต่อมาได้รับการปรับปรุงจากคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานธุรกิจและ
รัฐบาลของสหรัฐอเมริกา เป็นภาษาโคบอลมาตรฐานในปี พ.ศ. 2517
เป็นภาษาที่เหมาะสมสำหรับงานด้านธุรกิจ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ส่วนมากมีโปรแกรมแปลภาษาโคบอล
แหล่งอ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C
https://sites.google.com/site/phasasith/phasa-radab-ta
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C
https://sites.google.com/site/phasasith/phasa-radab-ta
วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561
ใบงานที่ 4 โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ใบงานที่ 4
โปรแกรมคอมพิวเตอร์
1.โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (OS)
เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป
บางครั้งเราอาจะเห็นระบบปฏิบัติการเป็นเฟิร์มแวร์ก็ได้ ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่หลัก
ๆ คือ การจัดสรรทรัพยากรในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ประยุกต์
ในเรื่องการรับส่งและจัดเก็บข้อมูลกับฮาร์ดแวร์ เช่น
การส่งข้อมูลภาพไปแสดงผลที่จอภาพ การส่งข้อมูลไปเก็บหรืออ่านจากฮาร์ดดิสก์
การรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายการส่งสัญญานเสียงไปออกลำโพง
หรือจัดสรรพื้นที่ในหน่วยความจำ ตามที่ซอฟต์แวร์ประยุกต์ร้องขอ
รวมทั้งทำหน้าที่จัดสรรเวลาการใช้หน่วยประมวล ผลกลาง
ในกรณีที่อนุญาตให้ซอฟต์แวร์ประยุกต์หลายๆ ตัวทำงานพร้อมๆ กัน ระบบปฏิบัติการ
ช่วยให้ตัวซอฟต์แวร์ประยุกต์ ไม่ต้องจัดการเรื่องเหล่านั้นด้วยตนเอง
เพียงแค่เรียกใช้บริการจากระบบปฏิบัติการก็พอ
ทำให้พัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างที่1 Windows
XP
เป็นโอเอสที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็นการพัฒนาโดยผสมผสานกันระหว่าง Windows
2000 กับ Windows ME จึงเป็นโอเอสที่ค่อนข้างสมบูรณ์
มีให้เลือกใช้งาน 3 รุ่น คือ Windows XP Home สำหรับ
ผู้ใช้ทั่วๆ ไป Windows XP Professional สำหรับผู้ใช้ระดับสูงหรือการใช้งานระดับสูง
องค์กรธุรกิจ หรือหน่วยงานขนาดใหญ่ที่ใช้งานเป็นระบบเน็ตเวิร์คและ Windows
XP Server สำหรับติดตั้งในเครื่อง เซิร์ฟเวอร์
ตัวอย่างที่ 2 Windows
7
Windows
7 เป็นวินโดว์ที่พัตนาต่อจาก Windows Vista อีกที
มีการปรับปรุง เพิ่มความสามารถเข้าไปอีกหลายอย่างเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยในการเชื่อมต่อใช้งานอินเตอร์เน็ต
แบ่งเป็นหลายรุ่นให้เลือกใช้งาน ปัจจุบันถือเป็นโอเอสที่มีคนนิยมใช้กันมากรองจาก Windows
XP ที่คนทั่วโลกเกิน 50% นิยมใช้กัน
2.โปรแกรมเอนกประสงค์
คือโปรแกรมตัวเล็ก ที่ทำหน้าที่เฉพาะด้านไปอย่าง โปรแกรมบีบอัดไฟล์ Winzip, Winrar หรือ
โปรแกรมดูภาพจำพวก ACDsee
โปรแกรม MS Word สำหรับการพิมพ์งานเอกสารรูปแบบต่างๆ, โปรแกรม
MS Excel สำหรับการทำเอกสารที่เป็นแบบฟอร์ม
กราฟ หรือการเก็บข้อมูล และโปรแกรม MS PowerPoint สำหรับการทำไฟล์นำเสนองาน (Presentation) ระบบปฏิบัติการ
จำเป็นที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จะต้องมี
เพื่อทำให้เราใช้งานโปรแกรมต่างๆจากอุปกรณ์ชนิดนั้นๆ ได้อย่าง PC, Notebook, Netbook ก็จะมี
Windows เป็นระบบปฏิบัติการ
ตัวอย่างที่1 MS Word
โปรแกรมประเภท word
processor ที่ใช้เหมาะสำหรับการพิมพ์รายงาน พิมพ์จดหมาย
หรือจะใช้สำหรับแต่งนิยายก็ยังได้ เป็นหนึ่งในโปรแกรม ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ
ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง หลากหลายเวอร์ชั่น แต่อย่างไรก็ตาม โดยหลักการ
ถ้าเราศึกษาไมโครซอฟท์เวิร์ดเวอร์ชั่นใดเวอร์ชั่นหนึ่ง
เราก็จะสามารถเรียนรู้เวอร์ชั่นอื่นๆ ได้ค่อนข้างง่าย เพราะส่วนใหญ่เวอร์ชั่นใหม่ๆ
ก็จะการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเพิ่มเติมเสียมากกว่าการลบออกไป
ตัวอย่างที่ 2
โปรแกรมบีบอัดไฟล์ Winzip
เป็นโปรแกรมที่เอาไว้ย่อไฟล์จากที่มีขนาดใหญ่ทำให้มีขนาดเล็กลง
ด้วยการจัดเรียง algorithm ใหม่เพื่อให้ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่นั้นเล็กลง
ผลคือทำให้อุปกรณ์สำรองข้อมูลนั้นสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น
และสามารถขยายข้อมูลที่บีบไว้แล้วนำข้อมูลกลับมาใช้ต่อได้ โปรแกรมนี้จะสนับสนุนไฟล์
ที่มีนามสกุล TAR , ZIP , UUencode , XXencode , BinHex , MIME Unix-Compressed
Files, ARJ , LZH , และ ARC Files
3.โปรแกรมประยุกต์ หรือ ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชัน (application
software)
คือ ในบางครั้งเรียกย่อว่า แอปพลิเคชัน
คือซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งสำหรับใช้งานสำหรับงานเฉพาะทาง
ซึ่งแตกต่างกับซอฟต์แวร์ประเภทอื่น เช่น ระบบปฏิบัติการ
ที่ใช้สำหรับรับรองการทำงานหลายด้าน โดยไม่จำเพาะเจาะจง
ตัวอย่างที่ 1 iTunes
ซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับฟังเพลงและเปิดไฟล์วิดีโอ (รองรับไฟล์ .aac,
.mp3, .mp4, .mov, .m4v,
.wav, .midi) พัฒนาโดยบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับเล่นและจัดเก็บไฟล์เพลง
รวมถึงเชื่อมต่อเข้ากับ ไอทูนส์สโตร์ ไอทูนส์ได้รับความนิยมเนื่องจากลักษณะการใช้งานที่เรียบง่าย
และสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต
โดยมีความสามารถอื่นที่สำคัญในการเก็บและการจัดเรียงไฟล์เพลงภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
โดยทำงานบนระบบปฏิบัติการแม็คโอเอสเท็น วินโดวส์ 2000 วินโดวส์ XP วินโดวส์
วิสตา วินโดวส์ 7 วินโดวส์ 8 วินโดวส์ 8.1
ตัวอย่างที่ 2
FileZilla
ไฟล์ซิลลา (FileZilla) เป็นฟรีซอต์แวร์ในลักษณะโอเพนซอร์สทำงานกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์
รับรองการทำงานของ FTP SFTP และFTPS ใช้สำหรับการอัปโหลด
และ ดาวน์โหลดไฟล์ ไฟล์ซิลลารุ่นปัจจุบันคือรุ่น 3.4.0 ไฟล์ซิลลาพัฒนาโดย
ทิม คอสส์ (Tim Kosse) โดยเริ่มจากการบ้านภายในวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 [1] พร้อมกับเพื่อนร่วมห้องอีกสองคน
โดยพัฒนารุ่นอัลฟาปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ไฟล์ซิลลาได้รางวัลโครงการดีเด่นในเว็บของ
ซอร์ซฟอร์จ (SourceForge) ในเดือน พฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2546
โดยซอร์สโค้ดทั้งหมดของไฟล์ซิลลา สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บซอร์ซฟอร์จ ไฟล์ซิลลามีเป้าหมายที่จะทำงานได้หลายระบบปฏิบัติการรวมถึง
วินโดวส์ ลินุกซ์ แม็คโอเอส และ BSD
วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561
การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหาด้วยอัลกอริทึม
ใบงานที่ 3
การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหาด้วยอัลกอริทึม
1.การเขียนรหัสจำลอง (Pseudo Code)
ตอบ คือ การเขียนอัลกอริทึมโดยใช้ประโยคภาษาอังกฤษที่สื่อความ
หมายง่าย ๆ
สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้โดยทันที
แต่ก็สามารถใช้รูปแบบที่เป็นภาษาพูดด้วยภาษาไทยและภาษา
อังกฤษก็ได้ โครงสร้างของรหัสจำลองเริ่มต้นด้วยข้อความ
Begin แล้วอธิบายขั้นตอนการทำงานโดยใช้คำสั่งต่าง
ๆ ที่ใกล้เคียงกับภาษาคอมพิวเตอร์ในการเขียนโปรแกรม เช่น
คำสั่ง
read หมายถึง
การอ่านค่าหรือรับค่าข้อมูลตัวแปรตามที่กำหนดไว้
คำสั่ง
print หมายถึง การแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ
และพิมพ์ข้อความ End เมื่อจบการทำงาน
การเขียนรหัสจำลองจะต้องมีการวางแผนสำหรับการอ้างอิงถึงข้อมูลที่จะต้องนำไปใช้ภายในโปรแกรมด้วย
การสร้างตัวแปร โดยใช้เครื่องหมายเท่ากับ (= )
แทนการกำหนดค่าตัวแปร
ตัวอย่าง จงเขียน Pseudocode จากโปรแกรมรับตัวเลข 1 ค่าแล้วตรวจสอบว่าเป็นเลขคู่หรือเลขคี่
1. read x
2. if x % 2 = 0 <– ตรวจสอบว่าเศษจากการหาร x ด้วย 2 เท่ากับ 0 หรือไม่
1. then
1. print “even”
2. else
1. print “odd”
2. if x % 2 = 0 <– ตรวจสอบว่าเศษจากการหาร x ด้วย 2 เท่ากับ 0 หรือไม่
1. then
1. print “even”
2. else
1. print “odd”
2.การเขียนผังงาน( Flowchart )
ตอบ
1).ความหมาย คือ แผนภาพที่มีการใช้สัญลักษณ์รูปภาพและลูกศรที่แสดงถึงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมหรือระบบทีละขั้นตอน
รวมไปถึงทิศทางการไหลของข้อมูลตั้งแต่แรกจนได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ มี 2 ประเภท
คือ ผังงานระบบ และผังงานโปรแกรม
2).สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน คือ
3)ตัวอย่าง 1 ตัวอย่าง
ตัวอย่างผังงานการต้มบะหมี่สำาเร็จรูป
วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศมี 4
ขั้นตอนดังนี้
1.การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา (State The Problem)
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกสุดก่อนที่จะลงมือแก้ปัญหา แต่ผู้แก้ปัญหามักจะมองข้ามไป
จุดประสงค์ของขั้นตอนนี้ คือ การทำความเข้าใจกับปัญหาเพื่อแยกให้ออกว่า ข้อมูลที่กำหนดมาในปัญหาหรือ
เงื่อนไขของปัญหาคืออะไร อีกทั้งวิธีการที่ใช้ประมวลผล
กล่าวโดยสรุปมีองค์ประกอบในการวิเคราะห์ดังนี้
การระบุข้อมูลเข้า
ได้แก่ การพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่กำหนดมาในปัญหา
การระบุข้อมูลออก
ได้แก่ การพิจารณาเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องหาคำตอบ
การกำหนดวิธีประมวลผล
ได้แก่
การพิจารณาขั้นตอนวิธีการได้มาซึ่งคำตอบหรือข้อมูลออก
2.การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี (Tools
And Algorithm Development)
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราทำความเข้าใจกับปัญหา
พิจารณาเงื่อนไขและข้อมูลที่มีอยู่และสิ่งที่ต้องการหาในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราทำความเข้าใจกับปัญหา
พิจารณาเงื่อนไขและข้อมูลที่มีอยู่และสิ่งที่ต้องการหาในขั้นตอนที่ 1แล้วเราสามารถคาดคะเนวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหาขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาเป็นหลัก หากผู้แก้ปัญหาเคยพบกับปัญหาทำนองนี้มาแล้วก็สามารถดำเนินการตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา ขั้นตอนนี้จะเริ่มจากการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยพิจารณาความเหมาะสมระหว่างเครื่องมือกับเงื่อนไขต่างๆ
ของปัญหา ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของเครื่องมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความคุ้นเคยในการใช้งานเครื่องมือนั้นๆ
ของผู้แก้ปัญหา อีกสิ่งหนึ่งที่ สำคัญในการแก้ปัญหา คือ ยุทธวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหา
หรือที่เราเรียกว่า “ขั้นตอนวิธี” (Algorithm) ในการแก้ปัญหา หลังจากที่เราได้เครื่องมือช่วยแก้ปัญหาแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องวางแผนว่าจะใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด
การออกแบบขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา ผู้แก้ปัญหาควรใช้แผนภาพหรือเครื่องมือในการแสดงขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ
เช่น ผังงาน (Flowchart) ที่จำลองวิธีขั้นตอนการแก้ปัญหาในรูปแบบสัญลักษณ์ รหัสจำลอง
(Pseudo Code) ซึ่งเป็นกา รจำลองขั้นตอนวิธีการปัญหาในรูปแบบคำบรรยาย การใช้เครื่องมือช่วยออกแบบดังกล่าว นอกจากแสดงกระบวนการที่ชัดเจนแล้วยังช่วยให้ผู้แก้ปัญหาสามารถหาข้อผิดพลาดของวิธีการที่ใช้ได้ง่ายและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
3.การดำเนินการแก้ปัญหา (Implementation)
หลังจากที่ออกแบบขั้นตอนวิธีเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องลงมือแก้ปัญหาโดยใช้เครื่องมือที่เลือกไว้ การแก้ปัญหาดังกล่าวใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน ขั้นตอนนี้ก็เป็นการใช้โปรแกรมสำเร็จหรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้เข้าใจและเชี่ยวชาญ
ในขณะดำเนินการ หากพบแนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้
ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้
4.การตรวจสอบและปรับปรุง (Refinement)
หลังจากที่ลงมือแก้ปัญหาแล้วต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องโดยผู้แก้ปัญหาต้องตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับรายละเอียดของปัญหา
ซึ่งได้แก่ ข้อมูลเข้าและข้อมูลออกเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับข้อมูลเข้าได้ทุกกรณีอย่างถูกต้องสมบูรณ์
ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้การแก้ปัญหานี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
1.ความหมายและขั้นตอนของการแก้ปัญหา
ความหมาย คือ กระบวนการหรือขั้นตอนที่ใช้ในการแกปัญหาของมนุษย์
ขั้นตอนของการแก้ปญหา
คือ
1.การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา
– กำหนดขอบเขตของปัญหา
– กำหนดลักษณะของข้อมูลเข้าและออกจากระบบ(Input/Output
Specification )
– กำหนดวิธีการประมวลผล (Process
Specification)
2.
การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี
ใช้เครื่องมือช่วยในการออกแบบโปรแกรม
โดยเขียนเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมที่เรียกว่าอัลกอริทึม (Algorithm)
โดยจะเขียนแสดงขั้นตอนการแก้ปัญหา ด้วยประโยคที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ
และมีรายละเอียดการทำงานพอสมควรเพียงพอที่จะนำไปเขียนเป็นโปรแกรมให้ทำงานจริง โดยอัลกอริทึมนั้นอาจเขียนให้อยู่ในรูปของรหัสจำลองหรือซูโดโค้ด
(Pseudo-code) หรือเขียนเป็นผังงาน (Flowchart) ก็ได้
3.การดำเนินการแก้ปัญหา (Implementation)
การแก้ปัญหาดังกล่าวใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน
ขั้นตอนนี้ก็เป็นการใช้โปรแกรมสำเร็จหรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมแก้
ปัญหาขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้เข้าใจและเชี่ยวชาญ
ในขณะดำเนินการหากพบแนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้
4.การตรวจสอบและปรับปรุง
(Refinement)
วิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องโดยผู้แก้ปัญหาต้องตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับรายละเอียดของปัญหา
ซึ่งได้แก่
ข้อมูลเข้าและข้อมูลออกเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับข้อมูลเข้าได้ทุกกรณีอย่างถูกต้องสมบูรณ์
ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้การแก้ปัญหานี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
2.ยกตัวอย่างปัญหา 1 ปัญหาพร้อมวิธีแก้ปํญหาเป็นลำดับขั้นตอน
ปัญหา คือ ตัดต่อคริปวีดิโอและทำอนิเมชั่น
วิธีแก้ไขปัญหา
วิธีแก้ไขปัญหา
1.อยากตัดต่อคริปวีดิโอและทำอนิเมชั่น
2.ใช้โปรแกรม ตัดต่อวิดีโฮ และโปรแกรม flash
ในการทำอนิเมชั่น
3.ลงมือตัดต่อคริปและทำอนิเมชั่น
4.ตรวจสอบความถูกต้องในงานและปรับปรุงแก้ไขส่วนที่ไม่สมบูรณ์
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




















